วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

ปัญหาของวัยรุ่น

ตอน   เค้าหาว่าเราจู้จี้

เพื่อนๆ ในกลุ่มทำรายงานตั้งแง่กับเราแล้วอ่ะ เขาหาว่าเราชอบสั่งโน่นนี่ แต่จริงๆ


แล้วเราก็แค่อยากให้งานออกมาดีเท่านั้นเอง หรือว่าเราจะจริงจังเกินไป ควรจะบอกเพื่อนยังไงดี



     การทำงานร่วมกันนั้นนอกจากความสำเร็จในงานแล้ว ทีมที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงนั้นคนที่อยู่ร่วมกันต้องมีความสุขด้วยค่ะ ในกรณีนี้พี่แนนเชื่อว่าน้องมีเจตนาและความตั้งใจในการทำงานที่ดีค่ะ ซึ่งบ่อยครั้งที่คนเราเมื่อมีความตั้งใจก็มักจะอดไม่ได้ที่จะแสดงออกด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเท ซึ่งบ่อยครั้งที่มากเกินไปจะกลายเป็นความมุทะลุค่ะ ซึ่งพี่แนนอยากให้น้องเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองฟังเสียงเพื่อนรอบข้างดูบ้าง บอกเค้าว่าที่ผ่านมาเรามีเจตนาที่จะให้งานออกมาดี อาจจะทำให้เพื่อนๆ รู้สึกอึดอัด แต่เราเองก็อยากได้รับความคิดเห็นและการเสนอแนะจากเพื่อนๆ เหมือนกัน ซึ่งแน่นอนว่าน้องจะต้องน้อมเอาสิ่งที่เพื่อนแนะนำมาพิจารณาจริงๆ ว่าเราพลั้งเผลอทำอะไรลงไปอย่างที่เพื่อนบอกโดยที่เราไม่มีเจตนาหรือเปล่า แล้วค่อยๆ ปรับปรุงตัวค่ะ เพื่อนๆ ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเราเชื่อแน่ว่าจะต้องพร้อมที่จะให้อภัยและทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งผลที่ตามมาคืองานจะออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะเกิดจากความเห็นร่วมกันของทุกฝ่ายค่ะ การทำงานร่วมกันนั้นถ้าทุกคนล้วนเป็นผู้นำก็จะเดินไปคนละทิศคนละทาง ถ้าทุกคนล้วนเป็นผู้ตามการงานก็ไม่ก้าวหน้าไปไหน ดังนั้นทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่จะต้องพร้อมเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามอยู่เสมอ ลองดูนะคะ และหวังว่าทีมของน้องๆ จะประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและการอยู่ร่วมกันค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปัญหาของวัยรุ่น

เรื่อง  ครูลำเอียง


"เราเป็นคนหนึ่งที่เรียนหนังสือไม่ค่อยเก่ง แต่ก็มีความขยันตั้งใจเหมือนเด็กทั่วไป แต่ที่เรารู้สึกอึดอัดมากคือ อาจารย์คนหนึ่งจะให้ความเอ็นดูและใส่ใจแต่เด็กที่เรียนดี คะแนนดี เท่านั้น ซึ่งทำให้เราและเพื่อนหลายๆ คนรู้สึกว่าเวลาเราถามอะไรไปทั้งเรื่องเนื้อหาที่เรียน หรือแม้แต่พูดคุยเรื่องทั่วไปกับอาจารย์คนนี้ ก็เหมือนไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร แต่ถ้ากับเพื่อนเรียนดีที่อาจารย์ชอบก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งเลย มันเหมือนกับเราไม่ได้รับความยุติธรรม และยิ่งทำให้เรามีอคติกับอาจารย์คนนี้ไปเลย เราควรจะทำอย่างไร"

               ในการแก้ปัญหาคุณครูเหมือนจะไม่รักไม่สนใจเรานี้ พี่แนนแนะนำว่าเราคงจะไปเปลี่ยนอุปนิสัยใจคอหรือความคิดที่คุณครูมีต่อเราไม่ได้ ถ้าเรายังทำตัวเป็นคนเดิม แล้วคาดหวังรอคอยให้คุณครูท่านเปลี่ยนใจมารักมาสนใจ สอนเราเยอะๆ เหมือนเพื่อนที่เก่งกว่าเรา พี่แนนมีสองทางเลือกสำหรับเรื่องนี้คือรอจนตาย หรือไม่ก็ครูเกิดมีอะไรดลใจให้มาสนใจเราแบบปาฏิหาริย์ ซึ่งชาวพุทธศาสนิกชนอย่างเราไม่ควรนั่งรอปาฏิหาริย์ แต่ต้องออกกายบริหาร ศัพท์ในทางพระเรียกว่าให้เร่งบำเพ็ญบารมีเพิ่มเติมด้วยการพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง แน่นอนว่าการกระทำเปลี่ยน ผลลัพธ์ต้องเปลี่ยนแน่นอน สิ่งนี้เป็นหลักกฎแห่งกรรมที่พิสูจน์ได้ด้วยตามนุษย์ปุถุชนอย่างเราทุกคนนี่เอง
         หลักการเปลี่ยนแปลงตนเอง แทนการรอคอยพระคอยเจ้า คอยท่านอุปถัมภ์นี้เป็นธรรมะที่เป็นสากล แม้แต่ Albert Einstein ยังคิดเช่นเดียวว่า ‘Insanity is doing the same thing over and over, and expecting a different result.’ ความโง่เขลาเบาปัญญาคือการทำในสิ่งเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วคาดหวังจะได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป ดังนั้นเปลี่ยนตัวเองก่อน อย่างน้อยๆ กุศลจากการไม่คิดร้ายต่อผู้มีพระคุณ จะส่งผลให้ใจเราสงบสุขและปลอดโปร่งเหมาะต่อการเรียนรู้ ประกอบด้วยฉันทะ ความอยากทำ และวิริยะคือเพิ่มความเพียรในการเรียนรู้ อย่างน้อยๆ แม้น้องอาจจะไม่รู้สึกถึงความรักและเอ็นดูที่ครูมีต่อน้องมากขึ้น แต่ที่น้องจะได้รับเพิ่มขึ้นแน่นอนคือความรู้ที่สร้างขึ้นโดยปัญญาของเราเอง แม้ตอนนี้เราจะไม่ใช่บัวที่โผล่พ้นน้ำแล้ว แต่หากมีความเพียรที่จะเสาะหาแสงสว่าง หรือความรู้ให้แก่ตัวเอง เราก็จะบัวเหนือน้ำที่พร้อมจะบานสะพรั่งในกาลที่สมควรแก่การกระทำนั้นเอง พี่แนนคนนี้ขอเป็นครูอีกหนึ่งคนที่พร้อมเป็นกำลังใจให้ค่ะ

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปัญหาของวัยรุ่น

เรื่อง   เพื่อนติดแฟน


"ถ้ามีเพื่อนที่เราสนิทด้วยเพียงคนเดียว เราไปไหนมาไหนด้วยกัน เรียนด้วยกัน พักเที่ยงก็ทานข้าวด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นปาท่องโก๋เลย แต่ปรากฏว่าเพื่อนเราไปมีแฟนเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียน ทำให้ตอนนี้ความสัมพันธ์เราเริ่มเหินห่าง สิ่งที่เราเคยทำด้วยกันสองคน เขาก็จะไปทำกับแฟนเขาแล้วปล่อยเราทำคนเดียว กินข้าวคนเดียว ทำการบ้านคนเดียวและบางครั้งเราก็รู้สึกเป็นส่วนเกินเวลาต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน ปัญหาคือ "เพื่อนติดแฟนเลยห่างเรา" เราควรจะทำอย่างไรเพราะตอนนี้รู้สึกตัวคนเดียวมากๆ"


การแก้ปัญหา “เพื่อนติดแฟนเลยห่างเรา” จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยการดึงเพื่อนมาติดเราเหมือนเดิม แต่เป็นการ “ดึงใจเราออกห่างจากเพื่อนมาอยู่ที่ใจของเราเอง” การมีใจหรือสติจดจ่ออยู่กับความรู้สึกของเรา สร้างความสุขให้กับตัวเองด้วยการเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือรู้เสมอว่าใจเราตอนนี้สุขหรือทุกข์ เมื่อทุกข์ก็รู้ว่าเพราะอะไรก็วางเหตุของทุกข์นั้นเสีย เมื่อมีความสุขก็รู้ว่าความสุขมันไม่จีรัง เมื่อความสุขเกิดมันก็มีโอกาสจะหมดไป เมื่อมันหายไปเราก็จะไม่ทุกข์เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นเช่นนี้ ถ้าน้องๆ ทำได้ตามนี้ก็จะไม่สุข ไม่ทุกข์เพราะหนังไม่สนุก เพลงไม่เพราะ กิ๊กเกิด หมาตาย แฟนย้ายที่อยู่อีกต่อไป

ปัญหาของวัยรุ่น

เรื่อง  ไม่ปลื้มครู


เราต้องมีเหตุผล ว่าไม่ชอบเพราะอะไร ถ้าหากเป็นเหตุผลที่ไม่มีสาระเช่น ครูดุเกินไป ให้การบ้านเยอะเกินไป หน้าตาไม่ดี ก็ควรจะประพฤติตนใหม่ซะนะคะ

ปัญหาของวัยรุ่น

เรื่อง  โดนเปรียบเทียบกับลูกข้างบ้าน


"พ่อกับแม่ชอบเอาลูกคนข้างบ้านมาเปรียบเทียบ ไม่ได้อิจฉา แต่มันน้อยใจ รู้สึกหมดกำลังใจ เราก็รู้ตัวว่าไม่ใช่คนเก่งคนขยัน แต่คนเรามันไม่เหมือนกัน แล้วจะให้ทำยังไง"
          ปัญหานี้คลาสสิคจริงๆ ค่ะ และพี่แนนขอบอกน้องๆ เลยว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใหญ่โตเลย จริงๆ แล้วเป็นธรรมชาติในการแสดงออกความรักและหวังดีของคุณพ่อและคุณแม่ทั่วโลกก็ว่าได้ หลักๆ แล้วคุณพ่อคุณแม่ของเรามักจะแสดงความห่วงใยและกระตุ้นลูกๆ ของตัวเองให้ทำความดีออกมา 2 รูปแบบหลักๆ ค่ะ ทางหนึ่งคือแสดงออกทางบวก คือชื่นชม ให้กำลังใจ ซึ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่แบบในฝันของพวกเราทุกคน เพราะทุกครั้งที่มีใครชื่นชมเราก็ยินดี และมีกำลังใจ แต่ใช่ว่าการกระตุ้นทางบวกจะไม่มีโทษ เคยได้ยินคำนี้ไหมคะ “พ่อแม่รังแกฉัน” ก็คือการอวยลูกมากๆ ลูกก็จะเหลิงและอาจจะไม่รู้ตัวว่าจริงๆ แล้วเราก็มีข้อเสียซึ่งเป็นธรรมชาติของคนเราทุกคน ในขณะที่พ่อแม่อีกกลุ่มหนึ่งเลือกแสดงออกความรักต่อลูกด้วยการกระตุ้นทางลบ ก็คือรูปแบบที่หนูประสบอยู่นี่แหละ คือลูกคนอื่นๆ ดูเป็นเทพไปซะหมด ใครๆ ก็ดูดียกเว้นเรา ซึ่งแน่นอนว่าเจอแบบนี้เข้าไปเยอะๆ ใครๆ ก็ท้อและหมดกำลังใจ ทางที่ดีคุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะต้องเดินบนทางสายกลางคือชื่นชมบ้าง และกระตุ้นเราในทางลบบ้างเพื่อให้เกิดความหึกเหิม แต่เนื่องจากไม่มีหลักสูตรอบรมความเป็นพ่อเป็นแม่ที่ดี ที่ลูกถูกใจไว้ และก็ไม่มีใครเปิดหลักสูตรยอดคุณลูก เราจึงต้องเรียนรู้วิธีที่จะเจอกันตรงกลาง ถ้าคุณพ่อคุณแม่เริ่มบ่นในแบบที่เค้าคุ้นเคยเราก็ฟังแล้วลองเปิดใจคิดตาม น้องๆ ก็จะเห็นว่าไม่ว่าลูกคนอื่นที่เค้าชื่นชมนั้นจะดียังไง แต่ที่จริงแล้ว Main idea มันอยู่ที่ว่าเค้าอยากให้เราเป็นแบบนั้น เพราะมันคือสิ่งที่ดีสำหรับเรา คนที่คิดหาแต่สิ่งดีๆ มาให้เรา จะไม่ใช่คนที่รักเราอย่างจริงใจหรือคะ การแสดงออกของเค้าอาจจะไม่โดนใจ แต่เราเองก็ต้องใช้ปัญญาตีความการแสดงออกของท่านด้วยเช่นกัน อย่าปล่อยให้ความหงุดหงิดและเบื่อหน่าย มาปิดบังสติของเราในการเลือกรับความปรารถนาดีของคุณพ่อคุณแม่ของเรานะคะ

ปัญหาของวัยรุ่น

เรื่อง เพื่อนไม่ช่วยทำรายงาน


      "เพื่อนไม่ช่วยรายงานกลุ่มเลย เป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มอีกต่างหาก ก็ไม่รู้ว่าเขารู้ตัวหรือเปล่า ความจริงเพื่อนคนอื่นก็อยากจะให้บอกครูไปเลย แต่อีกใจเราก็ไม่อยากมีปัญหา กลัวจะเสียเพื่อน"
       นับเป็นโชคดีที่เพื่อนคนนี้ได้น้องเป็นกัลยาณมิตร เพราะจากคำถามสะท้อนให้เห็นว่าน้องมีความปรารถนาดีต่อเพื่อนอย่างจริงใจ และไม่คิดมองเพื่อนในแง่ร้ายซึ่งพี่แนนชื่นชมและขอให้น้องรักษาความดีนี้ไว้นะคะ ในแง่ของการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม หรือหมู่คณะนั้นต้องอาศัยความเข้าใจและความสามัคคีกันอย่างมาก ที่สำคัญที่สุดคือการคิดแบบเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ซึ่งในแง่มุมหนึ่งน้องอาจจะมองว่าเพื่อนคนนี้เค้าไม่ช่วยงานคนอื่นๆ เลย แต่บางครั้งเพื่อนอาจจะมีเหตุผลของเค้าเอง เช่น อาจจะมีภาระรับผิดชอบมากทางบ้าน หรือเพื่อนของเราอาจจะมีศักยภาพในการทำงานได้เท่านี้ แต่อาจจะไม่ได้บอกใคร อย่างไรก็ตามแม้ในกรณีที่เพื่อนของเรานั้นอาจจะเป็นคนไม่รับผิดชอบจริงๆ แต่การที่เราเอาเวลาไปหาเหตุ เพ่งโทษผู้อื่นนั้น นอกจากเราจะเสียเวลาแล้ว เรายังหมกมุ่นอยู่กับความคิดในแง่ลบทำให้เราเองก็ไม่มีความสุข พี่แนนอยากให้น้องเปิดโอกาสให้ตัวเองมองในมุมกลับว่า โชคดีจังเลยที่เราจะมีโอกาสได้ทำบุญ โดยการใช้การกระทำของเรานี่แหละเป็นเครื่องทำบุญ ทางศาสนาเรียกว่า “บุญกริยาวัตถุ” ซึ่งบ่อยครั้งเรามองข้ามการทำบุญด้วยแรง สติปัญญา และความสามารถของเราไปช่วยเหลือผู้อื่นเป็นการทำบุญที่ทำได้ง่าย ลงทุนน้อย และทำได้บ่อยเท่าที่เราต้องการ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องฐานะ กาลเวลา และสถานที่ ดังนั้นการที่เราได้ทำงานให้กับกลุ่มของเรามากกว่าเพื่อนก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้เราได้ฝึกตนเอง และยังเปิดโอกาสให้เราได้ช่วยเหลือเพื่อนด้วย ดังนั้นอย่ามองว่าเราได้อะไรและเสียอะไร แต่ให้มองว่าเราให้อะไรเพื่อใคร น้องจะรู้สึกอิ่มบุญได้ด้วยตัวเอง ลองนำไปใช้ดูนะคะ

ปัญหาของวัยรุ่น

เรื่อง โดนเพื่อนล้อ





       

ในบางครั้งมีไหมที่เราเคยโดนเพื่อนล้อ อย่างนั้น อย่างนี้ และสิ่งที่โดนล้อ ก็เป็นสิ่งที่เป็นปมด้อยของเราซะด้วย แต่ถ้าเรามองในแง่ดี เราควรคิดว่าดีแล้ว ที่มาล้อในปมด้อยของเรา เพื่อทำให้เราพัฒนาตัวเองขึ้น ไม่ใช่เอาแต่มองกระจกเพราะว่าคนเราจะดี จะร้ายไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แต่อยู่ภายในจิตใจ
ต่างหาก...

คลังบทความของบล็อก